วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

เรื่องที่น่าสนใจสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ



สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

อุทยานมัจฉาวัดพระนอน

ตั้งอยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นแหล่งที่มีปลาน้ำจืดมากมาย ได้แก่ ปลาสวาย ปลาตะเพียน ปลาแรด และปลานิล เป็นต้น ภายในวัดพระนอน มีพระนอนซึ่งเป็นพระพุทธรูปในลักษณะนอนหงาย สร้างด้วยไม้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปนมัสการ
นอกจากนี้ยังมีวังมัจฉาอีกหลายแห่งได้แก่วังมัจฉาวัดป่าพฤกษ์ อำเภอบางปลาม้า วังมัจฉาวัดพระลอย อำเภอเมือง วังมัจฉาวัดบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์และวังมัจฉาวัดนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช
สวนนกท่าเสด็จ

ตั้งอยู่ที่บ้านท่าเสด็จ ตำบลสระแก้ว อำเภอเมือง ห่างจากจังหวัดประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นสวนนกตามธรรมชาติมีนกนานาชนิดมาอาศัยอยู่ทั้งที่อาศัยอยู่เป็นประจำและอพยพมาตามฤดูกาล รวมแล้วมีจำนวนมากมายนับหมื่น ๆ ตัว
โดยเฉพาะในตอนเย็นซึ่งเป็นเวลาที่นกบินกลับรังบนท้องฟ้าเหนือสวนนกในหนองน้ำตามต้นไม้ในสวนนกและบริเวณใกล้เคียงจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงนกจนดูมืดฟ้ามัวดินส่งเสียงประสานไปทั่วบริเวณ นกที่มีจำนวนมากได้แก่ นกปากห่าง นกกระยางนกแขวก นกกุลาขาว นกกาน้ำ นกเอี้ยง และในช่วงฤดูหนาวจะมีนกอพยพมาจากไซบีเรีย และตอนเหนือของประเทศจีนเป็นจำนวนมาก สวนนกแห่งนี้มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่ามาตั้งแต่ปี 2523 และได้เปิดที่ทำการหน่วยอนุรักษ์นกเมื่อ ปี 2529 มีหอคอยสูงสำหรับให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปดูนกได้อย่างสะดวกและทั่วถึง
บึงฉวาก

เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สาธารณะตำบลเดิมบาง ตำบลปากน้ำ และตำบลหัวเขาอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบึงฉวากอยู่ในเขตตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท มีความกว้างเฉลี่ย 413 เมตรยาว 6.5 กิโลเมตร ลึก 2.5 เมตร ความยาวโดยรอบบึงประมาณ 15 กิโลเมตร รวมพื้นที่ประมาณ 1,550 ไร่ กักเก็บน้ำได้ประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร
บึงฉวากเป็นแหล่งเก็บน้ำ แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ แหล่งอนุรักษ์สัตว์ปีกแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจทางธรรมชาติที่สวยงาม มีศาลาพักร้อนสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำมีปลาสวยงามหลากหลายชนิด บ่อจระเข้กรงนกขนาดใหญ่ กรงเสือ กรงนกน้ำกรงสัตว์ปีกโรงเลี้ยงแมลง นกกระจอกเทศ ไก่ฟ้า อุทยานผักพื้นบ้าน สนามเด็กเล่น ร้านสหกรณ์บึงฉวาก และมีรถพ่วงให้บริการแก่นักท่องเที่ยวเพื่อชมบริเวณโดยรอบบึงอย่างสะดวกสบาย

เขื่อนกระเสียว

ตั้งอยู่ที่บ้านตาปิ่น ตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้างห่างจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 90 กิโลเมตรเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีเขื่อนกักเก็บน้ำยาวประมาณ 4,250 เมตร เป็นเขื่อนดินที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ผิวน้ำในอ่างที่ระดับน้ำสูงสุดประมาณ 45ตารางกิโลเมตร ความจุของอ่างที่ระดับน้ำสูงสุดประมาณ 390 ล้านลูกบาศก์เมตร
นอกจากเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เพื่อใช้ในการชลประทานแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยเนื่องจากมีทิวทัศน์สวยงามประกอบด้วยผืนน้ำที่กว้างใหญ่โอบล้อมด้วยภูเขา มีอากาศบริสุทธิ์นักท่องเที่ยวนิยมไปพักผ่อนหย่อนใจกันมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนจะไปกันเป็นหมู่คณะ รวมทั้งเป็นที่ตั้งของค่ายเยาวชนเฉลิมพระเกียรติ เพื่อให้เยาวชน นักเรียนนักศึกษาใช้เป็นที่ฝึกอบรมและพักแรม
อุทยานแห่งชาติพุเตย

อุทยานแห่งชาติพุเตย มีเนื้อที่ครอบคลุมบริเวณที่ดินป่าองค์พระ ป่าเขาพุระกำ ป่าห้วยพลู ในท้องที่องค์พระ ตำบลห้วยขมิ้น ตำบลนิคมกระเสียว ตำบลวังยาง และตำบลด่านช้าง อำเภอด่านช้าง สุพรรณบุรีประกอบด้วยป่าที่สมบูรณ์ เทือกเขาสลับซับซ้อนมีมีความลาดชันมาก ส่วนที่สูงที่สุดเรียกว่า "ยอดเขาเทวดา"มีระดับความสูง 1,123 เมตร
ป็นแหล่งต้นน้ำลำธารหลายสายมีป่าสนสองใบธรรมชาติแห่งเดียวในภาคกลางและสวยงาม เหมาะเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจอุทยานแห่งชาติพุเตยมีเนื้อที่ประมาณ 198,422ไร่หรือประมาณ 317 ตารางกิโลเมตร
จุดเด่นที่น่าสนใจ

ป่าสนสองใบ อยู่บนเทือกเขาพุเตย ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติพุเตยที่ 1 (พุเตย) บ้านป่าขี ตำบลห้วยขมิ้น ประมาณ 7 กิโลเมตร ทางไปป่าสนสองใบจะผ่านศาลเลาดาร์ ซึ่งเป็นจุดเครื่องบินโดยสารเลาดาร์แอร์ตกเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2534 เมื่อขึ้นไปถึงบริเวณป่าสนสองใบ สามารถชมทิวทัศน์ได้กว้างไกล มองเห็นทะเลภูเขา และมีลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินป่า ชมความงามของพฤษชาติ

ถ้ำย้อยระย้า อยู่ใกล้หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ 1(พุเตย) บ้านป่าที ห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ 33 กม.มีหินงอก หินย้อยที่สวยงามตามธรรมชาติ
น้ำตกพุกระทิง อยู่ที่บ้านคลองเหล็กไหล ใกล้บ้านวังโหรา ทางไปน้ำตกจะเป็นหินลูกรังระยะทางห่างจากอำเภอด่านช้างประมาณ 44 กม. อยู่ใกล้อ่างเก็บน้ำลำตะเพินตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ 2 (พุกระทิง) ประมาณ 7 กม.

น้ำตกตะเพินคี่ เดินทางตามเส้นทางจากอำเภอด่านช้างไปสามแยกบ้านกล้วย เลี้ยวซ้ายขึ้นเขาไปบ้านตะเพินคี่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงเก่าแก่ อยู่ติดเขตแนวกันชนมรดกโลกเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นหมู่บ้านปลอดอบายมุขทุกประเภท ใกล้หมู่บ้านจะมีถ้ำตะเพินเงินตะเพินทอง และถ้ำตะเพินเพชร ส่วนน้ำตกตะเพินคี่จะห่างจากหมู่บ้านเล็กน้อย เป็นน้ำตกที่สวยงาม มีน้ำตกไหลตลอดปี เมื่อมองจากน้ำตกจะเห็นยอดเขาเทวดาสูง 1,123 เมตร
หมู่บ้านกระเหรี่ยงตะเพินคี่ เป็นหมู่บ้านปลอดอบายมุขและของมีนเมาทุกชนิดและในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 5ของทุกปีจะมีงานพิธีไหว้จุฬามณี ซึ่งเป็นเจดีย์ปูนเล็กๆ กลางหมู่บ้าน ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก เป็นการรวมชนชาวเขาจากทุกสารทิศมาร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน และสัมผัสอากาศหนาวเย็นเกือบตลอดปี ห่างจากที่ทำการอุทบานแห่งชาติพุเตย บ้านห้วยหินคำ ประมาณ 30 กม.ลานกางเต็นท์ นักท่องเที่ยวกางเต็นท์บริเวณลานหญ้ากว้าง สัมผัสธรรมชาติท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ที่ บริเวณ5 แห่ง คือ ณ ที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 1(พุเตย) บ้านป่าขี บริเวณที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานฯที่ 2 (พุกระทิง)บ้านวังโหรา บริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตยบ้านห้วยหินคำ ใกล้สถานีบำรุงพันธ์สัตว์สุพรรณบุรี บนป่าสนสองใบ และวนอุทยานถ้ำเขาวง หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 3(ถ้ำพุหลาย)อยู่ที่บ้านพุเตย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานีจุดชมวิว อยู่บริเวณทางขึ้นก่อนถึงหมู่บ้านตะเพินคี่หมู่บ้านชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงจะเห็นทิวทัศน์ที่สวยงาม ภูเขาสลักซับซ้อนเป็นลอนคลื่นเหมือนทะเลภูเขา ชมพระอาทิตย์ตกและขึ้น และชมทะเลหมอกยามเช้าในฤดูหนาวและฤดูฝน ท่ามกลางบรรยายกาศที่หน่วยเย็น ห่างจากที่ทำการฯ บ้านห้วยหินคำประมาณ 23 กม.
ต้นปรงยักษ์ เจริญเติบโตบนเทือกเขาพุเตย บางต้นมีอายุ 2000 -3000 ปี สูงประมาณ 6 - 8 เมตร ห่างจากหน่วยพิทักษ์อุทยานที่ 1(พุเตย) และที่ทำการอุทยานแห่งชาติพุเตยบ้านห้วยหินคำประมาณ 12 กม.ถ้ำพุหวาย เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ภายในถ้ำกว้างมาก มีหินงอกหินย้อยหลายรูปแบบ ถึง 16 จุด มีค้างคาวอาศัยอยู่ถึง 9ชนิด มีโพรงทะลุด้านตรงข้ามของภูเขา สามารถมองเห็นทิวทัศน์สวยงามของป่าสนสองใบบนเทือกเขาสูง อยู่ที่วนอุทยานถ้ำเขาวง(หน่วยพิทักษ์อุทยานฯที่ 3 (ถ้ำพุหวาย)บ้านพุเตย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ห่างจากอำเภอบ้านไร่ ประมาณ 12 กม.
ยอดเขาพุหวาย สูง 700 เมตร จากระดับน้ำทะเลสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่กว้างไกลสวยงาม ป่าเบญจพรรณที่สมบูรณ์ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถานที่ราชการเป็นสถานที่ศึกษาจัดค่ายอบรมด้านวิชาการต่างๆ ของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศเกี่ยวกับธรรมชาติ
การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลจ 340 ผ่านอำเภอบางปลาม้า ถึงจังหวัดสุพรรณบุรี ผ่านอำเภอดอนเจดีย์เข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 3264 ผ่านบ้านสระกระโจม เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 333 ถึงอำเภอด่านช้างไปตามเส้นหมายเลข 333 ไปอำเภอบ้านไร่ ประมาณ 15 กม.เลี้ยวซ้ายที่สามแยกบ้านวังคันตามเส้นทาง รพช. ผ่านบ้านป่าขี ถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานที่ 1 (พุเตย) ระยะทางประมาณ 18 กม. รวมระยะทางประมาณ 193 กม. และจากหน่วยฯ ที่ 1(พุเตย)โดยรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ข้ามยอดเขาพุเตยถึงที่ทำการ อุทยานแห่งชาติพุเตย บ้านห้วยหินคำ ระยะทางจากหน่วยฯ ที่ 1ถึงที่ทำการฯ ประมาณ 15 กม.
จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม)ผ่านจังหวัดนครปฐม เลี้ยวขวาที่ด่านช้าง แล้วเดินทางต่อตามเส้นทาง ข้อข้างต้นถึงหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ ที่ 1 (พุเตย) บ้านป่าขีรวมระยะทางประมาณ 235 กม. และเดินทางต่อถึงที่ทำการฯอีก 15 กม.
สิงอำนวยความสะดวก
ที่พักรับรอง กรมป่าไม้ยังไม่ได้จัดสรรงบประาณก่อสร้างบ้านพักรับรอง อุทยานฯ ถึงยังไม่มีบ้านพักรับรองแต่ได้ดัดแปลงบ้านพักเจ้าหน้าที่ไว้สำหรับรับรองนักท่องเที่ยวรวมทั้งได้จัดเต็นท์ไว้บริการ พักค้างได้ประมาณ 30 คนร้านค้าและร้านอาหารมีร้านค้าจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคไว้ส่วนหนึ่งไว้บริการรวมทั้งร้านค้าจำหน่ายของที่ระลึก ส่วนอาหารให้นักท่องเที่ยวจัดเตรียมอาหารและอุปกรณ์ เช่นเตาแก๊สภาชนะในการหุงต้ม จาม ชาม อาหารแบบง่ายๆ ฯลฯ ไปเอง

เป็นสวนสาธารณะกลางตัวเมืองสุพรรณบุรี สร้างขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ ในบริเวณจัดแบ่งออกเป็นสัดส่วน มีชุดสวนน้ำพร้อม สไลเดอร์ที่สมบูรณ์แบบ สวนลายไทย สวนดอกไม้ สนามหญ้า สนามเด็กเล่น บ่อน้ำพุบ่อน้ำพุ ประกอบเสียงดนตรีสนามเดินออกกำลังกายและจุดสำคัญ ของสวนแห่งนี้ ได้แก่ “หอคอยลอยฟ้า”ซึ่งเป็นหอคอยแห่ง แรกในประเทศไทยที่มีความสูง 78 เมตร มีชั้นสำหรับชม ทัศนียภาพรอบด้าน ในระดับต่างๆ รวม 3 ระดับ บนหอคอย มีกล้องส่องทางไกลขยาย 10 เท่าไว้รอบด้านเพื่อชมทิวทัศน์ ในระยะไกล มีภาพวาดพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวร มหาราช ภาพวาดตัวละครในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน และมีศูนย์จำหน่ายของที่ระลึก อาหารและเครื่องดื่มบริการ แก่ นักท่องเที่ยว
ประวัติความเป็นมา
พื้นที่สวน ทั้งหมด 15 ไร่ 8 ตารางวา เป็นที่ราชพัสดุ 11 ไร่ 2 งาน 68 ตารางวา ที่เทศบาล 1 ไร่ 3 งาน 41 ตารางว่า ที่ทรัพย์สิน 71.66 ตารางวา ที่ดินที่มีผู้อุทิศให้ 2 ราย 5.3 ตารางวา เทศบาลซื้อเพื่อขยายสวนเพิ่มเติมเมื่อปี 2540 1 ไร่ 1 งาน 22 ตารางวา โดยเดิมเป็นเรือนจำ จังหวัดสุพรรณบุรี
วัตถุประสงค์ในการสร้าง เป็นความดำริของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ประธานมูลนิธิบรรหาร แจ่มใส ศิลปอาชา ที่ต้องการให้มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี เช่นใน ต่างประเทศที่ ฯพณฯ ท่าน ได้เดินทาไปเห็นมาที่ทุกเมืองในย่านชุมชนจะมีสวนสาธารณะ เป็นที่ พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนในเขตเมือง นอกจากนี้แล้ว ฯพณฯ ท่าน ยังต้องการให้เป็นสถานที่ ท่องเที่ยวของจังหวัดสุพรรณบุรีอีกแห่งหนึ่ง ประการสำคัญที่สุด ในปี พ.ศ. 2536 เป็นปีที่สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ มีพระชนม์พรรษาครบ 60 พรรษา ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ได้ดำริสร้างสวนนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และได้รับพระราชทานนามว่า "สวนเฉลิมภัทรราชินี" มีหอคอยเป็นศูนย์กลางของสวนโดยเมื่อขึ้นไปบนหอคอยจะเห็นทิวทัศน์ของเมือง ซึ่งบนหอคอยชั้น 4 จะมีกล้องส่องทางไกลสามารถส่องเห็นทิวทัศน์ได้รอบเมือง เช่น ดอนเจดีย์ วัดไผ่โรงวัว ทั้งทิวทัศน์ ในเขตเมือง เช่นวัดป่าเลไลยก์ สนามกีฬาจังหวัด ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ฯลฯ ได้อย่างชัดเจน

หอคอย เป็นอาคารทรงกลมสูง 123.25 เมตร ฐานกว้าง 30.00 เมตร มีลิฟท์ขึ้น - ลง 2 ตัว เป็นอาคาร 4 ชั้น และมีชั้นดาดฟ้า สำหรับชมวิวนอกอาคารรวมทั้งใช้ติดตั้งระบบสื่อสารต่างๆ เมื่อ ต้องใช้ เช่น การถ่ายทอดสดโทรทัศน์หรือติดตั้งสื่อสารต่างๆ ภายในอาคารติดตั้งระบบแอร์ทุกชั้น และมีโทรทัศน์ให้ชุมชั้นล่าง และชั้นที่ 2
ชั้นล่าง กว้าง 30.00 เมตร จำหน่ายของที่ระลึก และมีภาพวาดขุนช้าง - ขุนแผน วรรณกรรมเลื่อง ชื่อของจังหวัดสุพรรณบุรี วาดโดย อาจารย์อุดมลักษณ์ ทรงสุวรรณ แห่งกองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร มูลค่าภาพละ 60,000 บาท มี 18 ภาพ เป็นเงิน 1,080,000 บาท
ชั้นสอง สูง 39.75 เมตร กว้าง 20.00 เมตร เป็นที่ชมวิวและจำหน่ายเครื่องดื่มอาหารว่าง
ชั้นสาม สูง 66.75 เมตร กว้าง 20.00 เมตร เป็นชั้นชมวิวและจำหน่ายของที่ระลึก
ชั้นสี่ สูง 72.75 เมตร กว้าง 26.00 เมตร เป็นชั้นชมวิว มีกล้องส่องทางไกลสำหรับส่องมอง ภูมิประเทศ 5 กล้อง (ใช้เหรียญ 10 บาท) ผนังรอบภายในมีภาพประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วาดโดยอาจารย์พิชัย นิรันต์ แห่งกองหัตถศิลป กรมศิลปากร
ชั้นดาดฟ้า สูง 78.75 เมตร กว้าง 26 เมตร สำหรับออกไปเดินชมวิวนอกอาคาร รวมทั้งใช้ติดตั้ง ระบบสื่อสารเมื่อต้องการใช้เช่นการถ่ายทอดสดโทรทัศน์
สไลเดอร์สระน้ำ มีความสูง 10.00 เมตร มีสไลเดอร์ 3 ราง รางแรกเรียก River run หรือไหลลง แม่น้ำ รางที่สองเรียกGiant Slider รางที่สามเรียก Agar Slider หรือท่อน้ำ นอกจากนี้ยังมีสไลเดอร์ จิ๋วสำหรับเด็กอีก 2 ชุดโดยซื้อมาจากแคนนาดาในราคา 30 ล้านบาท
สนามเด็กเล่น พื้นที่ 309 ตารางเมตรจำลองที่เด็กเล่นจากสวนเบญจสิริที่กรุงเทพฯ เพื่อเป็นที่เล่นเด็กเล็กที่ตามผู้ปกครองมาเที่ยวน้ำตก สูง 7.77 เมตร กว้าง 24.00 น้ำตกวินาทีละ 0.41 เมตร

น้ำพุดนตรี เป็นรูปวงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 11.60 เมตร มีหัวน้ำพุ 127 หัว ไฟส่อง 247 ดวง ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ออกแบบและสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ อาชา"ศิลป" เป็นศิลปกรรมรูปม้าตั้งอยู่บนแท่นข้างน้ำตก เป็นสัญลักษณ์ความสว่างาม แสดงพลังงาน แห่งการสร้างสรรค์ สติปัญญา


สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์


พระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์

ประกอบด้วย พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จ พระนเรศวรมหาราช ทรงพระคชาธารกับองค์เจดีย ์ยุทธหัตถี ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนเจดีย ์ อำเภอดอนเจดีย์ ห่างจากอำเภอเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 31 กม. เจดีย์ยุทธหัตถีเป็นเจดีย ์ที่สร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในโอกาสทรงชนะสงคราม คราวทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาที่ทุ่งหนองสาหร่าย เจดีย์ยุทธหัตถีถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2456 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชา นุภาพ ทรงรับสั่งให้เจ้าเมืองสุพรรณบุรี พระทวีประชา ชน (อี้ กรรณสูตร) ค้นหาซากเจดีย์เก่าและได้ค้นพบ เป็นเจดียที่มีลักษณะมีฐานเป็นสี่เหลี่ยมกว้าง 10 วา สูง 6 วา 3 ศอกส่วนบนพังทลายลงหมดแล้ว ซึ่งเชื่อ ได้ว่าน่าจะเป็น เจดีย์ยุทธหัตถี อยู่ในเขตตำบล หนองสาหร่ายกลางป่าไม้เบญจพรรณ ต่อมาในปี พ.ศ. 2495 ได้มีการบูรณะโดยการสร้างเจดีย์องค์ใหม่ ที่สร้างเป็นสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ทรงหลังคากลม ฐานกว้าง 30 เมตร สูงถึงยอด 66 เมตร และสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย ์สมเด็จพระนเรศวรทรงพระคชา ธารออกศึกไว้ด้านหน้าองค์พระเจดีย์ เมื่อบูรณะเสร็จ เรียบร้อยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระ ราชดำเนินมาเปิดพระบรมราชานุสรณ์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2502 ปัจจุบันในวันที่ 25 มกราคม ของทุกๆ ปี ที่บริเวณพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ จะประกอบพิธี บวงสรวงเนื่องในวันกองทัพไทย และช่วงปลายเดือน มกราคม จังหวัดสุพรรณบุรีได้กำหนดให้มีงานสมโภช อนุสรณ์ดอนเจดีย์ขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นประจำทุกปี มีการ แสดงงานแสง สี เสียงและการทำสงครามยุทธหัตถี ระหว่าง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช กับ สมเด็จพระ มหาอุปราชาเพื่อให้อนุชนรุนหลังได้ชมด้วย
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

ตั้งอยู่ที่ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง ห่างจาก อำเภอเมืองสุพรรณบุรีประมาณ 33 กิโลเมตร ในเขตเมืองโบราณการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อรวบรวมศิลปวัตถุในสมัย ต่างๆ ที่ขุดค้นพบ แสดงถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคสมัยต่างๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี รวมถึง เครื่องมือเครื่องใช้สมัยหินใหม่ถึงสมัยสัมฤทธิ์ พระพุทธรูปสมัยทวารวดี และอื่นๆ ที่น่าสนใจ มากมาย ได้แก่ เมืองโบราณอู่ทอง จากการ ขุดแต่งโบราณสถานในชั้นหลัง ทำให้ทราบว่า โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ที่พบมีอาย มากกว่า 200 ปี ลักษณะตัวเมืองเป็นรูปรีค่อน ข้างกลม ซากโบราณสถาน โบราณวัตถุ และเจดีย์สถาน สร้างในสมัยทวารวดี นอกจาก นี้ยังมี ธรรมจักรพร้อมเสาและฐาน ที่พบใน เมืองร้างแห่งนี้เป็นธรรมจักรที่มีความสมบูรณ ์ และสวยงามมากที่สุด ในประเทศเมืองไทย กล่าวคือทั้งตัวธรรมจักร เสาและฐาน มีครบ ทุกส่วน สถานที่พบคือขุดได้จากเจดีย์หมายเลข 11 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ประกอบไป ด้วยอาคาร 2 ชั้น 2 หลัง มีทางเดินเชื่อมต่อกัน ที่ว่างระหว่างอาคารจัดเป็นสวนหย่อม และ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง การจัดแสดงส่วนใหญ่ เป็นศิลปะแบบทวารวดีที่ได ้จากการขุดค้นขุด แต่งบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง และชาติพันธุ์วิทยา เปิดบริการทุกวัน เว้นวันจันทร์ - อังคาร และวัน หยุดนักขัตฤกษ์
กำแพงและคูเมืองสุพรรณบุรี
ตั้งอยู่ทิศตะวันตกของแม่น้ำท่าจีน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมืองสุพรรณบุร ี ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีแนวกำแพงวัดจากเหนือจรดใต้ยาวประมาณ 3,500 เมตร ด้านสกัดเหนือใต้ประมาณ ด้านละ 1,900 เมตร ด้านตะวันออก ประมาณ 700 เมตร คูเมืองกว้าง ประมาณ 12 เมตร ด้านตะวันออกใช้แม่น้ำเป็นคูเมือง บางส่วน ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขุดแต่งแนวกำแพงด้านทิศใต้ ขุดลอกและตกแต่งคูเมืองสะอาดสะอ้าน

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

บทความปีใหม่

ความหมายของ วันขึ้นปีใหม่
ความหมายของวันขึ้นปีใหม่ ตามพจนานุกรม ฉบับราชตบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า " ปี" ไว้ดังนี้ ปี หมายถึง เวลา ชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน : เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ
ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก
การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป
เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ 1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ 2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา 3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก 4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่ 1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ 2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร 3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น
กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่
วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขัวญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย
เพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง)
ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชคำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดีข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรีโปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัยให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัยให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดีตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ
ฟังเพลง พรปีใหม่
เกี่ยวกับ เพลงพรปีใหม่
เพลงพระราชนิพนธ์ พรปีใหม่ เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2494 เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร และประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต มีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพรปีใหม่ แก่บรรดาพสกนิกรไทยด้วยเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลง "พรปีใหม่" และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทย ในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

แนะนำตัว

ชื่อ:นางสาว สุนันทา วัดเล็ก
ชื่อเล่น : ต๋อย
อายุ 19 ปี
ซี้ :นิด ก้อย น้ำริน แพรว หวิว แอ๋ว เปิ้ล
ศึกษา :มหาวิทยาลัยราชภัฎราชครินทรื
เกิด :29 เมษายน 2532
ที่อยู่ :22ม 2 ต เปร็ง อ บางบ่อ จ สมุทรปราการ 10560
เบอร์ : 0805700511
สีที่ชอบ: สีแดง
กีฬาที่ชอบ :ว่ายน้ำ
เวลาว่าง: ฟังเพลง ดูโทรทัศน์
อาหารโปรด:ส้มตำ
ความใฝ่ฝัน :เป็นครูที่น่ารักของนักเรียน
นักร้องโปรด :โปเต้โต้ ดา อินโดฟิน เฟรม
สัตว์เลี้ยง :กระรอก
เพลงโดนใจ:การครั้งหนึ่ง ตอแย ใจเหลือเหลือ